Screaming Frog SEO Spider หนึ่งในโปรแกรมที่คนทำ SEO ต้องรู้

โปรแกรม Screaming Frog SEO Spider

 

Screaming Frog SEO Spider คือ หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของเว็บไซต์ใด เว็บไซต์หนึ่ง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในเชิงเทคนิคการทำ SEO โดยสามารถทำงานได้ทั้งเว็บที่มีขนาดใหญ่และเล็ก Screaming Frog ทำให้มีข้อมูลที่ชัดเจนจากการสแกนจนสามารถพัฒนา SEO ของเว็บนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

 

Screaming Frog
SEO Spider Tool & Crawler Software

 

ประโยชน์ของ Screaming Frog

  • ค้นหาลิงค์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือเรียกอีกอย่างว่า ลิงค์เสีย ทั้งหมดภายในเว็บไซต์
  • ทำการตรวจสอบ Title และ Meta Data ของหน้าแต่ละหน้าว่า สั้นไป ยาวไป หรือ ไม่มี หรือซ้ำกัน
  • แยกข้อมูลด้วย Xpath ออมาในรูปแบบของ HTML ได้
  • สร้างแผนผังไซต์ (Sitemap) และโครงสร้างของรูปภาพภายในเว็บ
  • ตรวจสอบดูว่ามีการใช้งาน Javascript ด้วยหรือไม่ อย่างไร และใช้ตัวไหนในการเชื่อมต่อ
  • ตรวจสอบลิงค์ที่มีการรีไดเร็กไปยัง URL อื่นๆ ว่าเป็นอย่างไร
  • ค้นหาบทความที่มีตัวอักษรน้อย พร้อมบอกรายละเอียด
  • ช่วยดูว่าข้อมูลของ Robot ที่เข้ามาของกูเกิ้ลว่าได้บล๊อคลิงค์ใดไปบ้างบนเว็บไซต์ และเพราะอะไร จัดการกับตัว Robot.txt ได้
  • แสดงรูปแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ได้อย่างดีเยี่ยม

 

Screaming Frog SEO Spider Tool ใช้งานอย่างไร

 

  • เริ่มต้นจากการเข้าไปยังเว็บไซต์ Screaming Frog จากนั้นให้ติดตั้งตัวโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์ของตัวเอง การติดตั้งก็ไม่ได้ยากเหมือนกับการติดตั้งโปรแกรมปกติ จากนั้นเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ให้คลิ๊กโปรแกรมเพื่อเริ่มใช้งาน โปรแกรมจะทำการโลหดข้อมูลไรบราลี่ต่างๆ ให้จนครบเสร็จสมบูรณ์ เมื่อครบหน้าโปรแกรมก็จะโผล่ขึ้นมาให้เริ่มใช้งานได้อย่างจริงจัง
  • ทำการใส่ชื่อโดเมนของตัวเองลงไปในช่องและกดปุ่มที่เขียนว่า Start

 

Crawl Analysis

 

  • โปรแกรมจะทำงานสักระยะหนึ่งสังเกตได้จาก Tab สีเขียวที่ต่อจากคำว่า Clear  เมื่อทำงานเสร็จ 100% ก็ถึงเวลาที่ต้องมาดูว่าผลที่ได้รับจากการแสกนทั้งเว็บเป็นอย่างไร

 

SEO Tools

 

ผลลัพธที่ได้มีอะไรบ้าง และหากเรารู้แล้วจะแก้ไขอย่างไร

 

มาลองดูผลลัพธ์จากการให้เจ้า Screaming Frog แสกนจุดต่างๆ เพื่อพัฒนาในส่วนของการทำ SEO ให้ดีขึ้นกันเถอะ

 

 

  • จากรูปจะเห็นว่าเราอยู่ในส่วนของ Internal ซึ่งหมายถึงการตรวจสอบว่าลิงค์ทั้งหมดภายในเว็บไซต์นั้นใช้งานได้หรือไม่อย่างไร และมีลิงค์ใดบ้างที่ควรปรับแก้ไข โดยสถานะที่ 200 คือลิงค์นั้นปกติไม่มีปัญหาอะไร หากขึ้นสถานะอื่นๆ ก็ต้องดูทีละ URL ไปว่าระบบมันแจ้งว่าอะไร ก็ค่อยๆลองดู

 

  • สังเกตตรง Tab Bar จะมีหัวข้อแต่ละเรื่องที่เราสามารถคลิ๊กเข้าไปดูได้ดังนี้

 

สรุปแต่ละหัวข้อมาให้เลยละกันว่า แต่ละหัวข้อใช้สำหรับดูอะไรได้บ้าง แล้วจะแก้ไข ปรับปรุงอย่างไร

 

  • External เป็นการแสดงให้เห็นว่าลิงค์ที่ออกไปยังด้านนอกจากเว็บไซต์ของเรานั้น ไปยังที่ไหนบ้าง และมีที่ไหนที่ไปแล้วเว็บไซต์ที่ลิงค์ออกไปไม่เจอ หรือ ไม่ทำงาน หรือหายไป ซึ่งเราจะได้รู้และแก้ไขปรับเปลี่ยนลิงค์ที่ลิงค์ออกไปยังข้างนอกจากเว็บเราได้นั่นเอง เพราะการที่เราลิงค์ไปเว็บข้างนอก ลิงค์ข้างนอกนั้นไม่ควรจะเสีย หรือ เนื้อหาหายไป เพราะจะทำให้คะแนนในส่วนของการทำ SEO ลดน้อยลงได้

 

ในส่วนที่ตีกรอบไว้ทางด้านขวามือนั้น จะโชว์ว่าลิงค์ต่างๆที่เราได้ทำออกไปอยู่ในรูปแบบใดบ้าง

 

 

ส่วนด้านล่างจะโชว์รายละเอียดของ URL ที่เราเลือก ดังตัวอย่างด้านล่าง

 

 

  • Security เป็นการดูว่ามี URL ใดบ้างที่มีระบบรักษาความปลอดภัยซึ่งแต่ละหัวข้อนั้นสามารถดูได้จาก ตารางด้านขวามือ

 

seo spider

 

  • Response Code   การตอบสนองต่อการใช้งานโค๊ตต่างๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์
  • URL ตรวจสอบแต่ละ URL ว่าสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ อย่างไร
  • Page Titles ในเว็บไซต์มี Title เพจหรือไม่ อย่างไร ความยาวเท่าไหร่ พอดี หรือ เกินค้ามาตรฐานไป
  • Meta Description คำเกริ่นนำในรายละเอียด ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการทำ SEO เพราะกูเกิ้ลเองจะมองในส่วนของ Meta Description ว่าเว็บไซต์นี้เกี่ยวข้องกับอะไร ลิงค์นี้มีเนื้อหายังไง กรณีที่ไม่ได้ใส่ หรือยังใส่ไม่ครบ ก็จะมีการบอกว่ามีที่ไม่ได้ทำอยู่เท่าไหร่
  • Meta Keywords มีความคล้ายคลึงกับ Meta Description แต่จะเป็นส่วนของหัวข้อของหน้าหรือโพสต์ว่าเราได้กำหนดคีย์เวิร์ดให้กับแต่ละหน้ารึยัง ถ้ายังก็จะมีการแจ้งว่าลิงค์ไหนทำแล้ว ลิงค์ไหนยังไม่ได้ทำทางด้านขวามือ
  • H1 ในเว็บไซต์มี H1 เท่าไหร่ อยู่ในหน้าไหนบ้าง แล้วที่ยังไม่มีมีอยู่อีกเท่าไหร่ เราก็ใช้จุดตรงนี้ในการเพิ่ม H1 ให้กับทุกหน้าบนเว็บไซต์
  • H2 มีตัวอักษรในรูปแบบ H2 หรือไม่ มีเท่าไหร่ และบอกอีกว่า ยังไม่มีอีกเท่าไหร่ เราก็เพียงเข้าไปเพิ่มเพื่อให้การทำ SEO ดีขึ้น
  • Content บอกถึงจำนวนคำในแต่ละหน้าบนเว็บไซต์ รวมไปถึงการบอกว่าหน้าไหนควรที่จะเพิ่มคำให้มากขึ้นอีกด้วย พร้อมทั้งบอกว่ามีหน้าไหนที่ใกล้เคียงกันบ้างไหม เพราะหากมีเราควรที่จะแก้ไข เพราะอย่างที่รู้กันคือการมี หน้าที่เหมือนกัน จะไม่ดีต่อการทำ SEO นั่นเอง
  • Images ตรวจสอบรูปภาพทั้งหมดว่ามีการทำ Alt text ให้กับรูปภาพแต่ละรูปหรือยัง มีจำนวนรูปเท่าไหร่ และอะไรที่ควรแก้ไข มีคำซ้ำกันหรือไม่
  • Canonicals ตรวจเช็คในทุกหน้าเพื่อดูว่ามีหน้าไหนที่มีรูปแบบที่ซ้ำกันหรือไม่อย่างไร โดยได้ทำการจัดอันดับขึ้น Google Index อย่างเป็นทางการแล้ว
  • Pagination และอื่นๆ อีกมากมาย

 

ในแต่ละหัวข้อส่วนใหญ่แล้วเราอาจจะเลือกทำหัวข้อที่เราคิดว่าเราทำได้ แต่หากมองให้ลึกลงไปจะเห็นได้ถึงความสัมพันธ์กันของหัวข้อแต่ละหัวข้อ ถ้าหากมีเวลาลองปรับแก้ไปตามที่ระบบแจ้งเตือน แล้วลองดูผลลัพธ์กันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ในขณะที่เขียนทางเราได้มีการแก้ไขบางอย่างไปด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่าทำแล้วมีผลอย่างไรต่อเว็บของเราบ้าง

 

อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันอยู่ในส่วนด้านบนสุด

 

screaming frog seo spider

 

  • Mode สามารถตั้งค่าโหมดได้ 3 แบบ 1. Spider 2. List 3. SERP
  • มาพร้อมกับฟังก์ชั่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Sitemaps หรือการที่ให้เจ้า Screaming Frog สร้าง Sitemaps ให้ รวมถึงการดูว่ามีคนเข้าใช้งานในหน้าไหนบ้าง จำนวนเท่าไหร่
  • Reports คือการรายงานผลออกในแต่ละค่าออกมาโดยสามารถคลิ๊กเพื่อเลือกแต่ละหัวข้อที่ต้องการได้
  • Visualisations เป็นการจำลองรูปแบบโครงสร้างที่เราต้องการออกมาให้เห็นถึงปัญหา และวิธีการแก้ไขปัญหา
  • Crawl Analysis วิเคราะห์เว็บไซต์ หรือ URL ที่ป้อนเข้าไปนั่นเอง

 

ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม

 

Screaming Frog SEO Spider Tools นั้นเป็นโปรแกรม SEO ทางด้านเทคนิคเพื่อค้นหาจุดที่มีปัญหาและควรแก้ไข ซึ่งคนที่จะสามารถเข้าใจอาจจะต้องพอมีความรู้ทางด้านเทคนิคในการทำเว็บ และเข้าใจการทำ SEO มาในระดับหนึ่ง อีกทั้งยังต้องเข้าใจความหมายของคำที่ใช้ว่ากำลังสื่อถึงอะไรอยู่ เป็นอันดับแรก ซึ่งจะทำให้การปรับแต่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ดูผลลัพธ์แล้วจะรู้ว่าต้องทำอะไร ยังไง ต่อไป และมันอาจจะยากสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับ SEO มาก่อนเลยก็เป็นได้

 

screaming frog

 

ขอให้สนุกในการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อ SEO ที่ดีขึ้นต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published.