Plugin สร้างฟอร์มใน WordPress ที่ดีที่สุดปี 2023

คุณต้องการให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ทำอะไรเมื่อคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณ – ติดต่อคุณ สมัครรับจดหมายข่าวจากเว็บไซต์ของคุณ? หรือกรอกแบบสอบถาม

คุณควรทำให้การใช้งานเป็นเรื่องง่ายสำหรับพวกเขาด้วยรูปแบบที่สะดุดตาและใช้งานง่าย ซึ่งในการทำเช่นนั้น คุณจะต้องมี Plugin สร้างฟอร์ม WordPress ที่คุณสร้างได้

สร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับผู้เข้าชมออนไลน์ เพิ่มพวกเขาลงในรายชื่ออีเมล และให้เหตุผลดีๆที่จะทำให้พวกเขากลับมาที่เว็บไซต์อีก

หากคุณเคยเข้าเว็บไซต์ของคุณ Neil Patel มาก่อน คุณจะพอทราบได้ว่า พวกเขาใช้ Plugin สำหรับการทำฟอร์มใน WordPress โดยสิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บล็อกนี้เติบโตจนมีผู้อ่านหลายล้านคนในแต่ละเดือน

และในบทความนี้ เราจะมาดูรีวิวของคุณ Neil Patel เกี่ยวกับ Plugin สำหรับการสร้างฟอร์มใน WordPress ที่ดีที่สุด 8 อันดับแรกซึ่งคุณสามารถเริ่มใช้งานได้เลยวันนี้ โดยคุณจะได้คำแนะนำเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน

#1 – Elementor – Plugin ที่มีการปรับแต่งและบูรณาการที่ดีที่สุด

คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อ Elementor มาก่อน เพราะมันเป็นหนึ่งใน Plugin ของ WordPress ที่ทรงพลัง ใช้งานได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากที่สุดและด้วย Elementor Pro คุณจะได้รับเครื่องมือหลัก (ตัวแก้ไขเพจ ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่ในเครื่องมือแก้ไขดั้งเดิมของ WordPress) และชุดเครื่องมือ Template และ Widget อีกหลายร้อยรายการ

Elementor ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Plugin แต่เป็นเครื่องมือ WordPress ที่มีค่าเทียบเท่ากับมีด Swiss Army เลยทีเดียว

ในบรรดา Widget ที่คุณสามารถเพิ่มลงไปในเว็บไซต์ของคุณด้วย Elementor นั้นเป็นรูปแบบที่สามารถกำหนดเองได้ โดยคุณสามารถควบคุมได้อย่างเต็มที่ว่าต้องการให้ใช้ข้อมูลใดและมีลักษณะอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมีการเขียนโค้ดใดๆ

ตั้งแต่แบบฟอร์มการติดต่อหรือการเก็บข้อมูลลูกค้าเป้าหมาย ไปจนถึงแบบสำรวจความพึงพอใจของลูกค้า การลงทะเบียนบัญชี และการตอบรับกิจกรรมของลูกค้า โดยคุณสามารถสร้างสิ่งเหล่านี้ใน Elementor ได้อย่างไม่จำกัด ด้วยเครื่องมือแก้ไขที่งดงามและใช้งานได้ง่ายของ Elementor คุณจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการตั้งค่า Field ที่คุณต้องการ, จับคู่แบบฟอร์มกับการสร้างแบรนด์ของคุณ, และตั้งค่าการดำเนินการสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากส่งแบบฟอร์ม

สร้างแบบฟอร์มที่มีหลายขั้นตอนเพื่อรวบรวมและคัดเลือกลูกค้าเป้าหมายซึ่งจะมีการส่งอีเมลถึงพวกเขาหลังจากส่งข้อมูลแล้ว และสามารถป้อนข้อมูลของพวกเขาลงใน CRM ของคุณโดยอัตโนมัติภายในไม่กี่นาที และนี่เป็นเพียงแค่หนึ่งตัวอย่างเท่านั้นแบบฟอร์มของ Elementor จะสามารถเชื่อมกับ CRM ชั้นนำและแพลตฟอร์มการตลาดผ่านอีเมลได้อย่างง่ายดาย เช่นเดียวกับ Plugin ของ WordPress อันอื่นๆ เช่น Yoast และแพลตฟอร์มอย่าง Slack, Discord, และ YouTube

นอกจากนี้ยังมีการป้องกันสแปมและ reCAPTCHA ในตัวเพื่อป้องกันไม่ให้แบบฟอร์มของคุณถูก Bot บุกรุก รวมถึงการลงทะเบียนด้วยชื่อปลอมและที่จริงแล้วนั่นเป็นเพียงแค่สิ่งเบื้องต้นที่คุณสามารถทำได้ด้วยแบบฟอร์มใน Elementor สำหรับเครื่องมือที่ทรงพลังเช่นนี้ คุณอาจคิดว่าคุณจะต้องจ่ายแพงมาก และไม่สามารถรับแบบฟอร์มของ Elementor ได้หากไม่ได้ทำการซื้อ Elementor Pro ทั้งหมด

แต่ !! คุณเชื่อหรือไม่ว่า Elementor Pro สำหรับหนึ่งเว็บไซต์นั้นมีราคาเพียง $49 ต่อปีเท่านั้น ราคาถูกกว่าบางตัวเลือกในรายการที่สามารถทำได้เฉพาะแบบฟอร์มเท่านั้นและหากคุณต้องการใช้ Elementor สำหรับเว็บไซต์มากกว่าหนึ่งแห่ง คุณสามารถสมัครใช้สำหรับ 3 เว็บไซต์ได้ในราคา $99 ต่อปี หรือสมัครสำหรับเว็บไซต์ได้สูงสุดถึง 25 แห่งในราคา $199 ต่อปี

Elementor เป็นหนึ่งในเครื่องมือ WordPress ที่ทรงพลังและมีค่าที่สุดที่คุณสามารถใช้ได้บนเว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถใช้ประโยชน์จาก Elementor ทั้งหมดได้เพียงสมัครใช้ตั้งแต่วันนี้

#2 – Gravity Forms – Plugin ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งานขั้นสูง

Gravity Forms เป็นมากกว่าแค่แบบฟอร์มการติดต่อทั่วไป มันมีการผสานรวมและส่วนเสริมมากมายสำหรับรูปแบบอเนกประสงค์ต่างๆที่ชาญฉลาด

Plugin นี้ไม่มีเวอร์ชั่นฟรี แต่ส่วนเสริมที่คุณจะสามารถสร้างขึ้นสำหรับ Plugin นั้นเป็นรูปแบบคุ้มค่ามาก ทั้งครอบคลุมและสามารถปรับแต่งได้ หากคุณเป็นนักพัฒนาที่ต้องการสร้างฟอร์มที่ไม่เหมือนใคร Gravity Forms ตอบโจทย์อย่างมากสำหรับคุณ โดย Plugin นี้สามารถปรับขนาดได้สำหรับธุรกิจของคุณ และมีความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม

คุณสามารถเลือกได้ 3 แพ็คเกจ:

  • Basic – $59 ต่อปี
  • Pro – $159 ต่อปี
  • Elite – $259 ต่อปี

แบบ Basic จะให้แบบฟอร์มและรายการที่ไม่จำกัดสำหรับหนึ่งเว็บไซต์ ด้วยแบบฟอร์มหลายหน้า เงื่อนไขต่างๆ และการอัปโหลดไฟล์นั้น ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์จะมีตัวเลือกมากกว่าแบบฟอร์มหน้าเดียวทั่วไป โดยการอัปเดตอัตโนมัติและการสนับสนุนมาตรฐานจะช่วยให้คุณมีทรัพยากรที่จำเป็นในการทำงานของแบบฟอร์มของคุณ

ดาวเด่นที่แท้จริงของ Gravity Forms คือตัวเลือกเสริม แม้จะมีแพ็คเกจพื้นฐาน แต่คุณยังสามารถได้รับตัวเลือกเสริมมากมาย รวมถึง Mailchimp, ActiveCampaign, AWeber, HubSpot, และอื่นๆอีกมากมายแบบ Pro จะสามารถใช้ได้กับ 3 เว็บไซต์ และให้ฟีเจอร์ทั้งหมดแบบเดียวกับ Basic ซึ่งเมื่อคุณใช้แบบ Pro คุณจะต้องจ่ายค่าส่วนเสริม แต่ด้วยการชำระเงิน, CRM, และส่วนเสริมในการจัดการอื่นๆ คุณจะพบว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

สุดท้าย แบบ Elite ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ซึ่งให้คุณใช้งานไม่จำกัดจำนวนเว็บไซต์และได้คุณสมบัติแบบเดียวกับ Pro ทั้งหมด ด้วย Elite คุณจะสามารถสร้างแบบฟอร์มประเภทอื่นๆ เช่น แบบสำรวจ, โพล, และแบบทดสอบต่างๆได้ คุณยังสามารถทำให้การกรอกแบบฟอร์มของคุณสะดวกยิ่งขึ้นด้วยการใช้ลายเซ็น, การลงทะเบียนผู้ใช้, และรายการบางส่วน นอกจากนี้ด้วยการสนับสนุนตามลำดับความสำคัญ คุณจะแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับ Gravity Form เพิ่มเติมได้ที่นี่

#3 – Jetpack Forms – Plugin ที่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุด

Jetpack เป็นเหมือนชุดโปรแกรมมากกว่าเป็นแค่ Plugin แต่ก็ยังมีคุณลักษณะของแบบฟอร์มมากมาย คุณอาจไม่พบรูปแบบที่อลังการ แต่มีฟอร์มที่มากเพียงพอหากคุณไม่ได้ต้องการอะไรแฟนซีมาก สิ่งที่ Jetpack ขากไปในเรื่องของความหรูหรานั้น สามารถชดเชยได้ด้วยการป้องกัน มันสามารถบล็อกสแปมได้ ให้ความปลอดภัยเป็นพิเศษ และมาพร้อมกับเครื่องมือทางการตลาด

ในการใช้แบบฟอร์ม คุณจะต้องเปิดการใช้งาน Jetpack Contact Form ในการตั้งค่า ซึ่งคุณจะสามารถเข้าถึงคุณลักษณะฟีเจอร์ต่างๆ เช่น รายชื่อผู้ติดต่อ จดหมายข่าว การลงทะเบียน ข้อเสนอแนะ การตอบกลับ และแบบฟอร์มลงทะเบียนต่างๆ โดยที่คุณยังสามารถสร้างแบบฟอร์มของคุณเองได้ตั้งแต่ต้น

คุณสามารถระบุได้ว่าใครจะได้รับข้อความจากแบบฟอร์ม และด้วยฟีเจอร์ในการปรับแต่ง คุณยังสามารถสร้างฟอร์มเฉพาะด้วยตัวเลือกวันที่, Checkbox, วิทยุ, และการเลือกต่างๆ โดยตัวแก้ไขบล็อกยังอนุญาตให้คุณลากและวาง หรือเพิ่มบล็อกที่ไม่ใช่ฟอร์มภายในได้อีกด้วย

Jetpack มีการผสานการทำงานที่จำกัด แต่คุณสามารถรับจดหมายข่าว และ CRM ได้ อีกทั้งยังมี Plugin เวอร์ชั่นฟรี พร้อมทั้งแพ็คเกจแบบชำระเงินทั้งหมด 3 แบบ

  • แบบ Backup Daily – $7.95 ต่อเดือน
  • แบบ Security Daily – $19.95 ต่อเดือน
  • แบบ Complete – $79.95 ต่อเดือน

Plugin สำหรับสร้างฟอร์มนั้นจะมาพร้อมกับแพ็คเกจทั้งหมดนี้ แต่ถ้าหากคุณต้องการความปลอดภัยมากขี้นให้พิจารณาการอัปเกรด โดย Backup Daily เสนอการสำรองข้อมูลอัตโนมัติรายวัน สามารถกูคืนด้วยคลิกเดียว และมีพื้นที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ไม่จำกัด เพื่อที่คุณจะไม่สูญเสียใดๆ

Security Daily ประกอบด้วยการสแกนบัตรอัตโนมัติ การป้องกันสแปม และวีดีโอโฮสติ้งที่ไม่จำกัดบนเว็บไซต์ของคุณ แพ็คเกจที่สมบูรณ์นี้จะมาพร้อมกับการสแกนอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ และการสำรองเอาข้อมูลนอกสถานที่ เพื่อให้ง่ายต่อการบำรุงรักษา คุณจะได้รับ CRM, การค้นหาเว็บไซต์ และเครื่องมือทางการตลาดและการออกแบบเพิ่มเติม

#4 – WPForms – Plugin ที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

WPForms เป็นหนึ่งใน Plugin WordPress ที่ดีที่สุดที่คุณจะได้รับ Interface ที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่เริ่มต้นใช้งานและผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์ โดยไม่ต้องกังวลกับโค้ดหรือความซับซ้อน

เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างแบบฟอร์มที่ทรงพลังที่สุดด้วยฟังก์ชันการทำงาน แบบฟอร์มหลายหน้า ความสามารถในการปรับแต่ง และรูปแบบฟอร์มจำนวนมหาศาลที่คุณสามารถสร้างได้ ฟีเจอร์ที่ครอบคลุมรวมไปถึงทุกอย่างตั้งแต่ความสามารถในการอัปโหลดไฟล์ไปจนถึงเงื่อนไขการใช้งาน

คุณสามารถทำให้การส่งแบบฟอร์มเป็นเรื่องง่ายๆด้วยลายเซ็น, การละทิ้งแบบฟอร์ม, และการลงทะเบียนผู้ใช้ อีกทั้งคุณสามารถสร้างแบบฟอร์มต่างๆมากมายนอกเหนือจากแบบฟอร์มการติดต่อพื้นฐานด้วยส่วนเสริมของการทำแบบสำรวจ นอกจากนี้แบบฟอร์มาสำหรับการสนทนานั้นยังช่วยให้คุณติดต่อกับผู้เข้าชมได้อีกด้วย

เมื่อพูดถึงการสื่อสาร การผสานรวม Constant Contact และการแจ้งเตือนทันทีหมายความว่าคุณและทีมจะไม่มีวันพลาด โดยมีตัวต่อต้านสแปม Honeypots ที่ทำให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับการตอบกลับจากคนที่สนใจในสิ่งที่คุณนำเสนอจริงๆเท่านั้น

คุณสามารถเลือกได้จาก 5 แพ็คเกจ

  • แบบ Lite – ฟรี
  • แบบ Basic – $39.50 ต่อปี
  • แบบ Plus – $99.50 ต่อปี
  • แบบ Pro – $199.50 ต่อปี
  • แบบ Elite – $299.50 ต่อปี

WPForms แบบ Lite จะมี 3 Template และ 10 Field สำหรับแบบฟอร์ม ยิ่งไปกว่านั้นการออกแบบจะเป็นแบบลากและวาง (Drag-and-drop) การปรับแต่งปุ่ม และความเข้ากันได้ของ Gutenberg ยังมอบเครื่องออกแบบทั้งหมดที่คุณต้องการได้

แบบ Basic จะให้ฟอร์มและรายการแบบไม่จำกัด รวมไปถึง Field ขั้นสูง, Template, และฟอร์มแบบหลายหน้า (Multi-page) ซึ่งมาพร้อมกับการสนับสนุนดาวน์โหลดและอัปเดตตลอดหนึ่งปีสำหรับหนึ่งเว็บไซต์

แบบ Plus จะเป็นการอัปเกรดฟีเจอร์จากแบบ Basic ด้วยคุณสมบัติทางการตลาดที่มากขึ้น คุณจะได้รับแบบฟอร์มจดหมายข่าว, Mailchimp, AWeber, GetResponse, Campaign Monitor, Sendinblue, และ Drip สำหรับ 3 เว็บไซต์ และด้วยแพ็คเกจนี้คุณจะไม่มีปัญหาในการติดตามแบบฟอร์มของคุณ

แบบ Pro คุณจะได้รับทุกอย่างที่แบบ Plus มีให้ พร้อมทั้งผสานรวมคุณสมบัติทางการตลาดที่มากขึ้น ด้วยการละทิ้งแบบฟอร์ม แบบฟอร์มสำหรับสนทนา แบบฟอร์มแบบออฟไลน์ และการจัดเก็บแบบฟอร์ม ผู้เข้าชมจะไม่ต้องกังวลกับการสูญเสียตำแหน่ง และนั่นหมายถึงการมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้แบบ Pro ยังอนุญาตให้รวม PayPal และ Stripe เพื่อชำระเงินได้อย่างง่ายดาย โดยคุณจะได้รับการสนับสนุนตามลำดับความสำคัญและการใช้ฟีเจอร์เหล่านี้ได้สูงสุดถึง 5 เว็บไซต์

สุดท้าย แบบ Elite จะมีคุณสมบัติแบบเดียวกับแบบ Pro ทั้งหมด แต่มีความสามารถทางการตลาดที่มากกว่าเดิม ด้วย ActiveCampaign, Salesforce, Authorize.net และ Webhooks ซึ่งใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนเว็บไซต์ คุณจะมีเครื่องมือที่จำเป็นในการจัดการแบบฟอร์มของคุณ โดยแบบ Elite ยังมอบฟีเจอร์ในการจัดการลูกค้าและการสนับสนุนระดับพรีเมียมในกรณีที่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นอีกด้วย

#5 – Formidable Forms – Plugin ที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างฟอร์มที่ซับซ้อน

Formidable Forms ช่วยให้คุณสร้างแบบฟอร์มที่ซับซ้อนหรือเรียบง่ายได้ในแบบที่คุณต้องการ มีคุณลักษณะขั้นสูงมากกว่าฟอร์ม Plugin WordPress แบบอื่นๆ

Formidable Forms จะทำงานได้ดีที่สุด หากคุณเป็นนักพัฒนาขั้นสูง คุณจะได้รับประโยชน์มากขึ้นจากมัน หากคุณรู้วิธีใช้ฟีเจอร์ทั้งหมดของมัน โดย Plugin นี้อาจไม่เหมาะกับมือใหม่หัดทำสักเท่าไหร่ ด้วยการผสานรวมมากมาย รวมถึง WooCommerce คุณจะพบว่ามันมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าคุณจะต้องการแบบฟอร์มการติดต่อที่ง่ายหรือแบบสำรวจที่ซับซ้อนก็ตาม

คุณสามารถใช้ Formidable Forms ได้ใน 4 แพ็คเกจ

  • แบบ Basic – $74 ต่อปี
  • แบบ Plus – $149 ต่อปี
  • แบบ Business – $299 ต่อปี
  • แบบ Elite – $599 ต่อปี

แบบ Basic จะมาพร้อมกับแบบฟอร์มและรายการไม่จำกัด พร้อมด้วยแบบฟอร์มขั้นสูงและแบบ Mulitpage ฟีเจอร์การอัปโหลดไฟล์และตรวจทานก่อนส่งช่วยให้ผู้เข้าชมได้รับสิ่งที่ต้องการสำหรับการกรอกแบบฟอร์มอย่างมีประสิทธิภาพ การอัปเดตอัตโนมัติช่วยให้แบบฟอร์มของคุณนั้นทันสมัยอยู่เสมอ และคุณจะได้รับการสนับสนุนหนึ่งปีสำหรับ 1 เว็บไซต์

แบบ Plus จะเป็นสำหรับ 3 เว็บไซต์ โดยมีการอัปเกรดส่วนเสริมขึ้นมา เช่น Mailchimp, AWeber, จดหมายข่าว, MailPoet, และ Bootstrap โดย Formidable Form จะมี View, Review, และความคิดเห็นที่ช่วยให้คุณเห็นว่าผู้คนคิดอย่างไรกับเว็บไซต์ของคุณ และใครใช้แบบฟอร์มของคุณ นอกจากนี้คุณยังสามารถสร้างแบบสำรวจและโพลนอกเหนือจากแบบฟอร์มขั้นพื้นฐานได้อีกด้วย

แบบ Business จะเพิ่มเครื่องคิดเลข การลงทะเบียนผู้ใช้งาน และลายเซ็น โดยคุณจะได้รับส่วนเสริมในการชำระเงิน, Formidable Forms API, ตัวเลือกวันที่, และตัวสร้างแบบทดสอบ อีกทั้งคุณจะได้รับการปรับปรุงวิธีการใช้การตอบกลับแบบฟอร์มมากขึ้นไปอีก ด้วยส่วนเสริมทางการตลาด เช่น Campaign Monitor และ GetResponse นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ Polylang เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้ในหลายภาษา และใช้ได้สูงสุดถึง 15 เว็บไซต์

สุดท้ายแบบ Elite ซึ่งมีการรวม WooCommerce เข้าด้วย โดยคุณยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือทางการตลาด เช่น ActiveCampaign, Salesforce, และ Hubspot

ด้วยการเข้าถึง Template ของฟอร์มทั้งหมด, การใช้งานได้ไม่จำกัดจำนวนเว็บไซต์, และฟีเจอร์เดียวกับแพ็คเกจแบบ Business คุณจะได้รับวิธีปรับแต่งแบบฟอร์มและวิธีการทำงานแบบไม่ขาดสาย และคุณจะได้รับการสนับสนุนเป็นอันดับแรก ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถดำเนินการต่างๆต่อไปได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอ

#6 – Ninja Forms – Plugin ที่มีวิธีแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ดีที่สุด

Ninja Forms มีวิธีการแก้ไขปัญหาสำหรับแบบฟอร์มที่มีคุณภาพโดยใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อย การตั้งค่าแบบ Drag-and-drop หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเพื่อจะอัปเกรดแบบฟอร์มของคุณ

Interface ของ Plugin นี้เป็นมิตรกับผู้ที่เพิ่งเริ่มใช้งาน ซึ่งประกอบไปด้วย Template ที่สร้างไว้ล่วงหน้า, Field เฉพาะ, ตัวเลือกการปรับแต่ง, และการจัดการสแปม โดยฟีเจอร์เหล่านี้จะช่วยให้คุณเพิ่มแบบฟอร์มได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการ

โดยคุณจะมีตัวเลือกแพ็คเกจแบบชำระเงินทั้งหมด 3 แบบ

  • แบบ Personal – $99.50 ต่อปี
  • แบบ Professional – $199.50 ต่อปี
  • แบบ Agency – $249.50 ต่อปี

แบบ Personal จะใช้ได้สำหรับ 1 เว็บไซต์ โดยจะได้รับการสนับสนุนเป็นลำดับต้นๆ คุณสามารถใช้ฟีเจอร์การสร้างแบบฟอร์ม เช่น เค้าโครงและรูปแบบตรรกะตามเงื่อนไข การอัปโหลดไฟล์ และแบบฟอร์ม Multipage รวมไปถึงส่วนเสริมทางการตลาด เช่น Mailchimp, Constant Contact, Campaign Monitor, และ ConvertKit ซึ่งช่วยให้คุณติดตามแคมเปญทางการตลาดและอัตราความสำเร็จของแคมเปญได้ อีกทั้งยังได้รับส่วนลด 20% สำหรับส่วนเสริมต่างๆที่คุณจะซื้อในอนาคต

เมื่อคุณอัปเกรดเป็นแบบ Professional คุณจะสามารถใช้ Plugin นี้ได้ใน 20 เว็บไซต์ คุณจะได้รับการรวมการชำระเงินเพิ่มเติม เช่น PayPal Express และ Stripe เพื่อให้ลูกค้าซื้อขายสะดวกยิ่งขึ้นและหากพูดถึงแบบฟอร์ม Plugin นี้จะทำให้เป็นเรื่องง่ายดายด้วยการเข้าสู่ระบบการจัดการผู้ใช้ การลงทะเบียน อัปเดตโปรไฟล์ และแบบฟอร์มหลังการสร้าง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถบันทึกความคืบหน้าของแบบฟอร์มได้ อีกทั้งยังมีส่วนลดสำหรับส่วนเสริมเพิ่มขึ้น เป็น 40% สำหรับทุกรายการที่คุณจะซื้อหลังจากแพ็คเกจนี้

แบบ Agency มาพร้อมกับการใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนเว็บไซต์ และส่วนเสริมของฟอร์มทั้งหมด รวมไปถึงสิ่งที่ทาง Plugin นี้จะมีในอนาคตอีกด้วย คุณสามารถเข้าถึงการผสานรวม CRM ทั้งหมด รวมถึง Salesforce, Zoho, Insightly, Hubspot, และอื่นๆอีกมากมาย และการแจ้งเตือนทาง SMS และ Slack โดยการเชื่อมต่อแบบฟอร์มของคุณกับซอฟต์แวร์การจัดการ Workflow เช่น Trello และ Help Scout นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูงและการตลาดทางอีเมล

หากคุณต้องการฟีเจอร์เพียงบางอย่างเท่านั้น Ninja Forms ก็มีตัวเลือกตามสั่ง ซึ่งคุณสามารถเลือกเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้ โดยมีค่าใช้จ่ายจั้งแต่ $29 ไปจนถึง $129 ต่อปีสำหรับเว็บไซต์สูงสุดทั้งหมด 20 แห่ง

#7 – Caldera Forms – Plugin ที่มีฟีเจอร์ฟรีที่ดีที่สุด (ปิดให้บริการแล้ว April 2022)

เหมือนกับ Plugin สำหรับ WordPressอื่นๆ Caldera Forms มีแพ็คเกจทางเลือกที่ต้องเสียเงินมากมาย แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือมันช่วยให้คุณเข้าถึงฟีเจอร์ฟรีได้มากกว่าที่อื่น

คุณจะได้รับ Template และความเข้ากันได้กับธีม WordPress เกือบทุกแบบที่มี มีตัวสร้างแบบ Drag-and-drop เช่นเดียวกับตัวสร้างรูปแบบอิสระเพื่อการปรับแต่งที่ดีขึ้น โดยคุณสามารถรับส่วนเสริม การชำระเงิน การขาย และการตลาดผ่านอีเมลทั้งแบบฟรีและพรีเมียมได้ นอกจากนี้ยังมีการป้องกันสแปมและการแจ้งเตือน คุณจึงจะสามารถทราบเสมอว่าเกิดอะไรขึ้นกับแบบฟอร์มของคุณ

น่าเสียดายที่เวอร์ชั่นที่ต้องต้องชำระเงินยังไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงมากมาย หากคุณเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ อาจต้องการสิ่งที่สามารถทำได้มากกว่านี้ แต่หากต้องการความเรียบง่าย Caldera เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์คุณ ด้วย 3 แพ็คเกจนี้

  • แบบ Toolbelt – $49.50 ต่อปี
  • แบบ Toolbox – $99.50 ต่อปี
  • แบบ Toolchest – $49.50 ต่อปี

แบบ Toolbelt มาพร้อมกับการรวมการตลาดและการชำระเงินมากมาย รวมถึง PayPal, ConvertKit, ActiveCampaign, Mailchimp, และ AWeber นอกจากนี้คุณยังมีตัวเลือก เช่น ตัวจำกัดการเข้าใช้, ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์, เงื่อนไขกรณีล้มเหลว, และ Slack ที่จะช่วยให้คุณได้รับข้อมูลทั้งหมดที่คุณต้องการจากแบบฟอร์มของคุณ เหนือสิ่งอื่นใด แพ็คเกจนี้ให้คุณใช้กับเว็บไซต์แบบไม่จำกัดจำนวน ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่หายากสำหรับตัวเลือกการชำระเงินที่ถูกที่สุด

แบบ Toolbox ปรับปรับแบบฟอร์มของคุณด้วยคำถามง่ายๆ แบบฟอร์มการสมัคร YouTube, Field ที่กำหนดเองได้, และการยืนยันอีเมล คุณยังสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำเร็จของแบบฟอร์มของคุณได้ด้วย Google Analytics และส่งคำตอบที่พวกเขาต้องการด้วยแบบฟอร์มที่เชื่อมต่อกัน

แบบ Toolchest ซึ่งสามารถเพิ่มสมาชิกและใช้การผสาน EDD ระดับพรีเมียมได้ ด้วย Divi Styler คุณจะสามารถยกระดับการออกแบบแบบฟอร์มของคุณขึ้นไปอีกระดับ การผสานการทำงานแบบ Braintree, Dwolla, และ Nexmo จะช่วยให้คุณเก็บเงินได้อย่างง่ายดาย โด้ตอบกับข้อมูล และเชื่อมต่อแบบฟอร์มของคุณในแบบที่คุณต้องการ

#8 – HappyForms – Plugin ที่มีน้ำหนักเบาที่สุด

HappyForms เป็น Plugin รูปแบบเรียบง่ายที่สร้างขึ้นใน WordPress Customizer โดยโค้ดที่มีน้ำหนักเบาของมันจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และทุกอย่างเกี่ยวกับโค้ดนี้ถูกสร้างมาให้ใช้งานได้ง่าย

ด้วยเครื่องมือการสร้างฟอร์มแบบ Drag-and-drop ทำให้ง่ายต่อการออกแบบเว็บไซต์ของคุณ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์การป้องกันสแปมของ Google reCaptcha ในฐานะที่เป็น Plugin ที่พร้อมใช้งาน Gutenberg คุณไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรเพื่อเริ่มสร้างแบบฟอร์มของคุณ

HappyForms ไม่มีฟีเจอร์ขั้นสูงมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณมีความรู้อะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยี คุณก็จะทราบว่าคุณต้องการรากฐานที่มีคุณภาพสูง และนั่นคือสิ่งที่ HappyForms นำเสนอ

โดยคุณสามารถเลือกได้จาก 3 แพ็คเกจ

  • แบบ Starter – $49 ต่อปี
  • แบบ Business – $99 ต่อปี
  • แบบ Professional – $249 ต่อปี

แบบ Starter จะให้คุณปรับแต่งฟอร์มของคุณในเว็บไซต์เพียงหนึ่งเว็บไซต์เท่านั้น ด้วยตรรกะตามเงื่อนไข ฟอร์มแบบ Multipage การตั้งเวลาและวันที่ รวมไปถึงการทำโพลไลฟ์สด คุณยังสามารถปรับแต่งรายละเอียดการส่งได้ด้วยการแสดงตัวอย่างก่อนส่ง เปลี่ยนเส้นทางหลังจากการส่ง และรายการบล็อกการส่ง

ด้วยเครื่องมือนำเข้าและส่งออกพร้อมกับการอัปโหลดไฟล์ คุณมีทุกสิ่งที่คุณต้องการสำหรับแบบฟอร์มเริ่มต้นที่มั่นคง นอกจากนี้ แพ็คเกจนี้ยังมอบส่วนลด 20% สำหรับการต่ออายุในอนาคตด้วย

แบบ Business มอบการอัปเดตเป็นเวลาหนึ่งปีสำหรับ 5 เว็บไซต์ของคุณ รวมถึงฟีเจอร์จาก Starter ทั้งหมด ความแตกต่างหลักระหว่างสองแพ็คเกจคือ แบบ Business นั้นจะให้การผสานรวมมากมายแก่คุณ ได้แก่ Google Analytics, Mailchimp, SendFox, PayPal, Constant Contact, Zapier, ActiveCampaign, และอื่นๆอีกมากมาย

แบบ Professional คุณจะได้รับการอัปเดตหนึ่งปีเต็มสำหรับเว็บไซต์ไม่จำกัดจำนวน แต่จะไม่มีฟีเจอร์พิเศษที่นอกเหนือไปจากแบบ Business โดยพื้นฐานแล้วคุณเพียงแค่จ่ายเงินเพื่อให้ได้ใช้ฟีเจอร์เหล่านั้นในเว็บไซต์จำนวนมากขึ้น

สิ่งที่ต้องมองหาสำหรับ Plugin สำหรับสร้างฟอร์มของ WordPress ที่ดีที่สุด

ก่อนที่คุณจะซื้อ Plugin ตัวใดก็ตาม คุณต้องทราบก่อนว่า Plugin เหล่านั้นจะช่วยบริการธุรกิจของคุณได้ดีหรือไม่

Plugin บางตัวนั้นมีฟีเจอร์ขั้นสูงก็จริง แต่คุณควรที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่บริษัทหรือเว็บไซต์ของคุณต้องการจริงๆ มองหาฟีเจอร์และเกณฑ์ต่างๆเหล่านี้ใน Plugin ของคุณเพื่อช่วยในการตัดสินใจว่า Plugin ตัวไหนที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

  • ความสามารถในการปรับแต่ง (Customizability)

ไม่ว่าคุณจะต้องการเครื่องมือหลายอย่างหรือความสามารถในการปรับแต่ง การรู้ว่าคุณสามารถเปลี่ยนฟอร์มได้มากน้อยเพียงใดเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยคุณได้ โดยแบบฟอร์มที่สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่จะทำให้คุณมีตัวเลือกมากขึ้นและวิธีที่ดียิ่งขึ้นในการสร้างรูปแบบของคุณเอง

มองหาตัวเลือกต่างๆ เช่น จำนวน Field ที่คุณสามารถเพิ่มได้, Dropdown, และฟีเจอร์ในการออกแบบ ระดับความสามารถในการปรับแต่งเองจะกำหนดวิธีการทำงานของแบบฟอร์มสำหรับเว็บไซต์ของคุณ

  • Visual Builder

ตัวสร้างแบบ Drag-and-drop จะทำงานได้ดีกับผู้ที่เพิ่มเริ่มต้นใช้งาน และยังทำให้การเพิ่มฟอร์มในเว็บไซต์ของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากคุณมีประสบการณ์ในการสร้างเว็บไซต์และการผสมผสานองค์ประกอบต่างๆเข้าด้วยกันอยู่แล้ว เครื่องมือแบบอิสระจะตอบโจทย์คุณมากกว่า

  • การป้องกันสแปม (Spam Protection)

คุณต้องการการป้องกันสแปมสำหรับเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์และคุณรู้สึกปลอดภัย อีกทั้งช่วยให้ทั้งข้อมูลของพวกเขาและคุณปลอดภัยด้วย การป้องกันสแปมยังแสดงให้เห็นว่า Plugin ที่คุณได้รับมีให้มากกว่าแค่แบบพื้นฐาน

  • การตอบสนอง (Responsiveness)

แบบฟอร์มของคุณควรใช้ได้กับอุปกรณ์ทุกประเภท ถ้ามันใช้งานบนมือถือไม่ได้นั้น จะกลายเป็นอุปสรรคต่อผู้เข้าชมทันที จากข้อมูลของ Sweor ผู้คนมากกว่า 57% จะไม่แนะนำเว็บไซต์ที่ไม่สามารถทำงานบนอุปกรณ์แบบพกพาได้ ดังนั้นทดสอบแบบฟอร์มของคุณและตรวจสอบให้แน่ใจว่า ผู้เข้าเยี่ยมชมนั้นสามารถกรอกแบบฟอร์มได้อย่างง่ายดายผ่านโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์พกพาแบบอื่นๆได้เหมือนกับบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

  • ตรรกะแบบมีเงื่อนไข (Conditional Logic)

ตรรกะแบบมีเงื่อนไขจะให้ระบบลอจิกแบบ “ถ้าเป็นเช่นนี้ แล้ว… (If this, then that)” โดยในระบบเหล่านี้ทำให้ขั้นตอนการยื่นเรื่องคล่องตัวขึ้นและช่วยจัดเรียงคำตอบที่พวกเขาต้องการภายในบริษัทของคุณ ตรรกะตามเงื่อนไขจะช่วยให้ลูกค้าข้ามส่วนต่างๆของแบบฟอร์มที่ไม่จำเป็นกับพวกเขาได้ และแบบฟอร์มจะจดจำคำตอบสำหรับคำถามบางข้อ จากนั้นจะซ่อนหรือแสดงคำถามที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

  • ระบบการสื่อสาร (Communication System)

ระบบการสื่อสารภายใน Plugin ของคุณจะช่วยให้ระบบของคุณมีระเบียบ โดยจะบอกกับคนในบริษัทของคุณได้อย่างถูกต้องเมื่อพวกเขาได้รับข้อความจากลูกค้า ด้วยระบบที่คล่องตัว มันง่ายสำหรับคนที่จำเป็นต้องจัดการงานเฉพาะส่วน

บทสรุป

Plugin สำหรับสร้างฟอร์ม WordPress ของคุณควรช่วยให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มได้ง่ายและเพื่อให้คุณได้รับคำตอบตามที่คุณต้องการ เลือกสิ่งที่มีคุณสมบัติหรือฟีเจอร์ที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นการใช้งาน

Plugin รูปแบบที่ดีสำหรับ WordPress ควรมีมากกว่าแบบฟอร์มการติดต่อทั่วไป มองหาการป้องกันสแปม ตัวสร้างคุณภาพสูง ความสามารถในการปรับแต่ง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ เมื่อคุณมีแบบฟอร์มที่เข้าถึงผู้เข้าชมได้มากขึ้น คุณจะมีโอกาสสูงที่จะเปลี่ยนพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ซื้อของคุณได้

และนี่คือ Plugin สำหรับสร้างฟอร์ม WordPress ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้

  1. Elementor — Plugin ที่มีการปรับแต่งและบูรณาการที่ดีที่สุด
  2. Gravity Forms — Plugin ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งานขั้นสูง
  3. Jetpack Forms — Plugin ที่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีที่สุด
  4. WPForms — Plugin ที่มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพที่ดีที่สุด
  5. Formidable Forms — Plugin ที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างฟอร์มที่ซับซ้อน
  6. Ninja Forms — Plugin ที่มีวิธีแก้ปัญหาเร่งด่วนที่ดีที่สุด
  7. Caldera Forms — Plugin ที่มีฟีเจอร์ฟรีที่ดีที่สุด (ไม่ได้ให้บริการแล้ว April 2022)
  8. HappyForms — Plugin ที่มีน้ำหนักเบาที่สุด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *